วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 13.00 น. นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่หารือร่วมกับนายอำเภอโขงเจียม ขับเคลื่อน กิจกรรม “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง” และกิจกรรม “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน”

วันพุธที่ 6 เมษายน 2565 เวลา 13.00 น. นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี นายทรงพล วิชัยขัทคะ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่หารือร่วมกับนายอำเภอโขงเจียม ผู้นำท้องที่ /ท้องถิ่น ในการขับเคลื่อน กิจกรรม “บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง” และกิจกรรม “ทางนี้มีผลผู้คนรักกัน” เพื่อให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเป็นการขยายผลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐา ธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงปฏิบัติ พระราชกรณียกิจ ในพื้นที่ บ้านปากลา ตำบลนาโพธิ์กลาง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
การน้อมนำโครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเองในพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาขยายต่อยอดสู่กิจกรรมตามแผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัว เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร จะช่วยเหลือประชาชนและสังคมไทยได้ประการ กล่าวคือ ทำให้คนไทยลดรายจ่ายจากการซื้อผักมาบริโภคในระดับครัวเรือน โดย 1 ครัวเรือนสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ 50 บาท/วัน ถ้า 12 ล้านครัวเรือนจะลดรายจ่ายวันละ 600 ล้านบาท หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท/ปี ซึ่งจะทำให้ครัวเรือนมีเงินเก็บไว้ใช้สอยในสิ่งจำเป็น ขณะเดียวกันคนไทยก็มีผักรับประทานตลอดทั้งปี เป็นทั้งอาหารและยาวิเศษ คือ ผักปลูกเองอุดมด้วยสารอาหารและวิตามินที่ส่งผลดีต่อสุขภาพผู้บริโภค ปลอดสารปนเปื้อน ไร้สารพิษ เท่ากับเป็นการส่งเสริมสุขภาพของคนไทยไปในตัว ครอบครัวเกิดความรักความอบอุ่นจากที่ได้ร่วมกันทำกิจกรรมการปลูกผัก มีความผูกพันในครอบครัว มีอาหารที่พอเพียง เหลือก็แบ่งปันเพื่อนบ้าน เป็นสังคมแห่งความเอื้อเฟื้อ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 และส่งผลให้ชุมชนเข้มแข็งมีความมั่นคงทางอาหารขจัดหิวโหยให้หมดไปซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) ข้อที่ 2 คือ Zero Hunger หรือขจัดความหิวโหยนั่นเอง