พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535
ม.82 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
ห้ามมิให้อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือ
ทางอ้อมหาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
การปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่น
ได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
องค์ประกอบ
วรรคหนึ่ง
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม
วรรคสอง
1. มีหน้าที่ราชการ
2. อาศัยหรือยอมให้ผู้อื่นอาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตน
3. หาประโยชน์ให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น
วรรคสาม
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ
3. เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้
4. มีเจตนาทุจริต
ม.83 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้า
แก่ราชการ
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ไม่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เกิดผลดีหรือความก้าวหน้าแก่ราชการ
ม.84 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความอุตสาหะ เอาใจใส่ ระมัดระวัง
รักษาประโยชน์ของทางราชการ จะต้องไม่ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
การประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่าง
ร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่มีความอุตสาหะ/ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่เอาใจใส่/ปฏิบัติ
หน้าที่ราชการโดยไม่ระมัดระวังรักษาประโยชน์ของทางราชการ/ปฏิบัติหน้าที่ราชการ/
ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความประมาทเลินเล่อ
วรรคสอง
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
3. เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ม.85 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทาง
ราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาล โดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ
การปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ
มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี
หรือนโยบายของรัฐบาล และเกิดความเสียหายแก่ราชการ
วรรคสอง
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. จงใจไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี
หรือนโยบายของรัฐบาล
3. เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ม.86 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องถือว่าเป็นหน้าที่พิเศษที่จะสนใจและรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหว
อันอาจเป็นภยันตรายต่อประเทศชาติ และต้องป้องกันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ประเทศชาติ
จนเต็มความสามารถ
องค์ประกอบ
1. ไม่สนใจรับทราบเหตุการณ์เคลื่อนไหวอันอาจเป็นภยันตรายและ
2. ไม่ป้องกันภยันตรายซึ่งจะบังเกิดแก่ประเทศชาติจนเต็มความสามารถ
ม.87 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาความลับของทางราชการ
การเปิดเผยความลับของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. มีความลับของทางราชการ
2. นำความลับของทางราชการไปเปิดเผย
วรรคสอง
องค์ประกอบ
1. มีความลับของทางราชการ
2. นำความลับของทางราชการไปเปิดเผย
3. เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ม.88 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการ
โดยชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ โดยไม่ขัดขืนหรือหลีกเลี่ยง แต่ถ้าเห็นว่า
การปฏิบัติตามคำสั่งนั้นจะทำให้เสียหายแก่ราชการ หรือจะเป็นการไม่รักษาประโยชน์ของ
ทางราชการ จะเสนอความเห็นเป็นหนังสือทันทีเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่งนั้นก็ได้
และเมื่อได้เสนอความเห็นแล้ว ถ้าผู้บังคับบัญชายืนยันให้ปฏิบัติตามคำสั่งเดิม ผู้ใต้บังคับ-
บัญชาต้องปฏิบัติตาม
การขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ซึ่งสั่งในหน้าที่
ราชการ โดยชอบด้วยกฎหมาย และระเบียบของทางราชการ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่
ราชการอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. มีคำสั่งของผู้บังคับบัญชา
2. เป็นการสั่งในหน้าที่ราชการ
3. เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
4. มีเจตนาขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว
วรรคสอง
องค์ประกอบ

เช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง แต่เพิ่มผลที่ว่า หากเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ก็จะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ม.89 ข้าราชการพลเรือนสามัญ ต้องปฏิบัติราชการโดยมิให้เป็นการกระทำข้ามผู้บังคับบัญชา
เหนือตน เว้นแต่ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำหรือได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ
ชั่วครั้งคราว
องค์ประกอบ
1. มีการปฏิบัติราชการ
2. การปฏิบัติราชการนั้นเป็นการกระทำข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน
ข้อยกเว้น
1. ผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปเป็นผู้สั่งให้กระทำ
2. ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษชั่วคราว
ม.90 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา การรายงานโดยปกปิด
ข้อความจริงซึ่งควรต้องแจ้ง ถือว่าเป็นการรายงานเท็จด้วย
การรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. ต้องมีการรายงานต่อผู้บังคับบัญชา
2. การรายงานดังกล่าวมีข้อความอันเป็นเท็จ หรือมีลักษณะเป็นการปกปิดข้อความจริง
ซึ่งควรที่จะต้องรายงานให้ทราบ
วรรคสอง
องค์ประกอบ
เช่นเดียวกับวรรคหนึ่ง แต่เพิ่มผลที่ว่า หากเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ม.91 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องถือและปฏิบัติตามระเบียบ และแบบธรรมเนียมของทางราชการ
และจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือน ตามข้อบังคับที่ ก.พ.กำหนด
องค์ประกอบ
ไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบและแบบธรรมเนียมของทางราชการและจรรยาบรรณของ
ข้าราชการพลเรือน
ม.92 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องอุทิศเวลาของตนให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่
ราชการมิได้
การละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหาย
แก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อในคราวเดียวกันเป็นเวลาเกินกว่า
สิบห้าวันโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติ
ตามระเบียบของทางราชการเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. มีการละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการ
วรรคสอง
องค์ประกอบ
1. มีหน้าที่ราชการ
2. ละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ราชการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
3. เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
ลักษณะที่ 2
1. ละทิ้งหน้าที่ราชการ
2. เป็นระยะเวลาติดต่อในคราวเดียวกันเกินกว่าสิบห้าวัน
3. โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร หรือโดยมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตาม
ระเบียบของทางราชการ
ม.93 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องสุภาพเรียบร้อย รักษาความสามัคคีและไม่กระทำอย่างใด
ที่เป็นการกลั่นแกล้งกัน และต้องช่วยเหลือกันในการปฏิบัติราชการระหว่างข้าราชการ
ด้วยกันและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
องค์ประกอบ
1. ไม่สุภาพเรียบร้อยระหว่างข้าราชการและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
2. ไม่รักษาความสามัคคีระหว่างข้าราชการและผู้ร่วมปฏิบัติราชการ
3. กลั่นแกล้งกัน
4. ไม่ช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการปฏิบัติราชการ
ม.94 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องต้อนรับให้ความสะดวก ให้ความเป็นธรรม และให้การสงเคราะห์ แก่ประชาชนผู้ติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ราชการของตนโดยไม่ชักช้า และด้วยความสุภาพ
เรียบร้อย ห้ามมิให้ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
การดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนผู้มาติดต่อราชการอย่างร้ายแรง
เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
วรรคหนึ่ง
องค์ประกอบ
1. ไม่ต้อนรับ ไม่ให้ความสะดวก ไม่ให้ความเป็นธรรม ไม่ให้การสงเคราะห์ ดูหมิ่น
เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหง
2. กระทำแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการเกี่ยวกับหน้าที่ของตน
วรรคสอง
องค์ประกอบ
1. ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงอย่างร้ายแรง
2. เป็นการกระทำต่อประชาชนผู้มาติดต่อราชการ
3. กระทำโดยมีเจตนา (กระทำโดยรู้สำนึกในการกระทำ)
ม.95 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่กระทำการหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์
อันอาจทำให้เสียหายเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ
ของตน
องค์ประกอบ
1. กระทำหรือยอมให้ผู้อื่นกระทำการหาผลประโยชน์
2. อันอาจทำให้เสียความเที่ยงธรรมหรือเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตน
ม.96 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ หรือผู้จัดการ หรือดำรงตำแหน่งอื่นใด
ที่มีลักษณะงานคล้ายคลึงกันนั้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท
ม.97 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องวางตนเป็นกลางทางการเมืองในการปฏิบัติหน้าที่ราชการและ
ในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน กับจะต้องปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ
ว่าด้วยมารยาททางการเมืองของข้าราชการด้วย
ม.98 ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาชื่อเสียงของตน และรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่
ราชการของตนมิให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใด ๆ อันชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่ว
การกระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษที่หนักกว่าจำคุก โดยคำ
พิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก หรือได้รับโทษที่หนักกว่าจำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิด
ที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ หรือกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้
ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง
แนวทางในการพิจารณาว่ากระทำใดจะถือว่าเป็นความผิดฐานประพฤติชั่ว ดังนี้
1. เกียรติของข้าราชการ
2. ความรู้สึกของสังคม
3. เจตนาในการกระทำ (มีจิตสำนึกในการกระทำ)